FEATURED ARTICLE
ไพ่ที่เราไม่ได้เลือก
มนุษย์พูดถึงโชคกันมานานมาก และแทบทุกยุคทุกสมัยก็พยายามหาคำอธิบายให้กับสิ่งเดียวกัน นั่นคือเหตุใดบางคนจึงพบโอกาสโดยไม่คาดคิด ขณะที่บางคนพยายามอย่างหนักแต่กลับไม่เคยได้ในสิ่งที่หวัง เหตุใดบางชีวิตจึงเหมือนถูกเปิดประตูไว้ให้ตั้งแต่ต้น ในขณะที่อีกชีวิตต้องเริ่มจากทางที่แคบกว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเราเจอความแตกต่างเช่นนี้ คำว่า “โชค” จึงเกิดขึ้นราวกับเป็นชื่อเรียกของบางสิ่งที่เราเห็นผลของมันชัดเจน แต่กลับมองไม่เห็นต้นตอของมัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ โชคอาจไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันสำหรับทุกคน เพราะความหมายของมันขึ้นอยู่กับกรอบที่เราใช้มองโลก หากมองผ่านกรอบของศาสนา บางคนอาจเห็นโชคเป็นผลจากพระเจ้า กรรม บุญบาป หรือเหตุปัจจัยที่สั่งสมมา หากมองผ่านกรอบของปรัชญาแบบเหตุและผล เราอาจเห็นว่าไม่มีใครกำหนดโชคเลย ทุกสิ่งเป็นเพียงผลต่อเนื่องจากเหตุการณ์ก่อนหน้าอย่างซับซ้อนจนมนุษย์ไม่อาจมองเห็นทั้งหมด และหากมองผ่านกรอบของวิทยาศาสตร์ โชคก็อาจไม่ใช่พลังลึกลับใด ๆ แต่เป็นผลของความน่าจะเป็น ความสุ่ม และตัวแปรจำนวนมหาศาลที่เราไม่สามารถควบคุมหรือคำนวณได้ครบถ้วน
เพราะฉะนั้น เมื่อเราถามว่า “ใครเป็นคนกำหนดโชค” บางทีคำถามอาจสำคัญพอ ๆ กับคำตอบ เพราะคำว่า “ใคร” แฝงสมมติฐานไว้อยู่แล้วว่าเบื้องหลังเหตุการณ์ต่าง ๆ ต้องมีผู้กำหนด แต่โลกอาจไม่ได้ทำงานเช่นนั้นก็ได้ อาจไม่มีผู้แจกโชค ไม่มีผู้กำหนดว่าใครควรได้มากหรือน้อย และไม่มีบัญชีลับที่คอยแบ่งสรรเหตุการณ์ให้มนุษย์แต่ละคน สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงการตัดกันของเหตุปัจจัยจำนวนมหาศาล ซึ่งในบางจังหวะเข้ามาสัมผัสกับชีวิตของเรา และเราเรียกผลของมันว่าโชค
ชีวิตจึงคล้ายกับการเล่นไพ่ เราไม่มีสิทธิ์เลือกไพ่ที่ถูกแจกมาให้ตั้งแต่ต้น บางคนได้ไพ่ดี บางคนได้ไพ่ธรรมดา และบางคนเริ่มเกมด้วยไพ่ที่ยากกว่าคนอื่นอย่างชัดเจน นี่คือส่วนของชีวิตที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ เราไม่ได้เลือกครอบครัวที่เกิด ไม่ได้เลือกประเทศที่เกิด ไม่ได้เลือกยุคสมัย ไม่ได้เลือกเหตุการณ์บางอย่างที่จะเข้ามาเปลี่ยนชีวิต และไม่ได้เลือกว่าคนบางคนจะปรากฏตัวต่อหน้าเราเมื่อใด ไพ่เหล่านี้ถูกแจกมาโดยที่เราไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
แต่การได้รับไพ่ไม่ใช่ทั้งเกม
หลังจากไพ่อยู่ในมือแล้ว ยังเหลือสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือเราจะเล่นมันอย่างไร คนที่ได้ไพ่ดีอาจเล่นอย่างประมาทจนแพ้ได้ ขณะที่คนที่ได้ไพ่ไม่ดีอาจอ่านเกมได้ดี รู้จักรอ รู้ว่าเมื่อใดควรถอย และรู้ว่าเมื่อใดควรเสี่ยงจนสามารถพลิกสถานการณ์ได้ สิ่งนี้ทำให้โชคกับความสามารถไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และผลลัพธ์ของชีวิตก็ไม่ควรถูกอธิบายด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงลำพัง
ตรงนี้เองที่ความย้อนแย้งเริ่มปรากฏขึ้น โชคดูเหมือนจะทั้งมีอยู่และไม่มีอยู่ในเวลาเดียวกัน มันมีอยู่ เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามนุษย์แต่ละคนไม่ได้เริ่มต้นจากตำแหน่งเดียวกัน และไม่ได้พบเหตุการณ์แบบเดียวกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง โชคก็ไม่ได้มีอำนาจมากพอจะอธิบายทั้งชีวิต เพราะทันทีที่ไพ่ถูกแจก การตัดสินใจของเราก็เริ่มมีบทบาท
นี่คือ paradox ที่สำคัญของชีวิต เราไม่ได้เป็นผู้กำหนดทุกสิ่ง แต่เราก็ไม่ได้ไร้อำนาจเสียทั้งหมด เราไม่ใช่ผู้สร้างทั้งเกม และก็ไม่ใช่เพียงตัวหมากที่ถูกผลักไปมาโดยไม่มีสิทธิ์เลือก
ปัญหาของมนุษย์คือ เรามักหลงไปอยู่สุดขั้วด้านใดด้านหนึ่ง เมื่อเราได้ไพ่ดีแล้วชนะ เรามักเชื่อว่าชัยชนะทั้งหมดเกิดจากฝีมือของเราเอง เราลืมไปว่าเราอาจเริ่มต้นจากไพ่ที่ได้เปรียบอยู่แล้ว ในทางกลับกัน เมื่อเราได้ไพ่ไม่ดีและแพ้ เราก็อาจโยนทุกอย่างให้กับโชคจนลืมไปว่าในระหว่างเกมยังมีการตัดสินใจของเราเองอยู่ด้วย ทั้งสองด้านเป็นภาพลวงตาแบบเดียวกัน คือการพยายามลดโลกที่ซับซ้อนให้เหลือคำอธิบายเพียงคำเดียว
ถ้าเรามองให้ลึกลงไป นี่คือจุดที่ความคิดแบบ existentialism เข้ามาแตะชีวิตอย่างเงียบ ๆ มนุษย์ไม่ได้เป็นผู้เลือกเงื่อนไขทั้งหมดที่ตนเองถูกโยนเข้ามา เราไม่ได้เลือกต้นทุน ไม่ได้เลือกข้อจำกัด และไม่ได้เลือกเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา แต่ถึงอย่างนั้น เรายังต้องเป็นผู้เลือกว่าจะตอบสนองต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ความหมายจึงไม่ได้ถูกส่งมาให้พร้อมกับไพ่ที่อยู่ในมือ หากแต่เกิดขึ้นจากวิธีที่เราเล่นมัน
บางครั้งเสรีภาพจึงไม่ได้หมายถึงการสามารถเลือกทุกสิ่ง เสรีภาพอาจหมายถึงเพียงการที่เรายังสามารถเลือกบางสิ่งได้ แม้ท่ามกลางเงื่อนไขที่เราไม่ได้เป็นผู้สร้าง
เราจึงไม่จำเป็นต้องเชื่อว่ามนุษย์ควบคุมทุกอย่างเพื่อจะพูดว่าเรามีเสรีภาพ และก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าทุกสิ่งถูกกำหนดไว้เพื่อจะยอมรับว่ามีสิ่งจำนวนมากที่อยู่นอกเหนืออำนาจของเรา ความจริงอาจอยู่ระหว่างสองสุดขั้วนี้
ตรงนี้เองที่แนวคิดเรื่องทางสายกลางมีความหมายอย่างน่าสนใจ เพราะการมองโชคอย่างมีสติอาจไม่ใช่การปฏิเสธมัน และไม่ใช่การยอมจำนนต่อมัน แต่คือการไม่ยึดติดกับสุดขั้วทั้งสองด้าน เราไม่ควรหลงคิดว่าเราควบคุมทั้งเกม และในขณะเดียวกันก็ไม่ควรยอมคิดว่าเราไม่มีสิทธิ์เล่นเลย
การยอมรับว่าโลกมีส่วนที่เราไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ได้ทำให้มนุษย์อ่อนแอลง ในทางกลับกัน มันอาจทำให้เราหยุดเสียพลังกับสิ่งที่ไม่มีวันอยู่ในมือ และหันกลับมาใส่ใจกับสิ่งที่เรายังเลือกได้อย่างจริงจังมากขึ้น การยอมรับขอบเขตของตัวเองจึงไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่มันคือรูปแบบหนึ่งของปัญญา
ในทางเดียวกัน การยอมรับว่าตนเองยังมีสิทธิ์เลือกก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากเราอธิบายทุกอย่างด้วยคำว่าโชค เราก็อาจค่อย ๆ มอบความรับผิดชอบทั้งหมดออกไป และเปลี่ยนตัวเองจากผู้เล่นให้กลายเป็นเพียงผู้เฝ้าดูชีวิตของตัวเอง
บางทีสิ่งที่ยากที่สุดจึงไม่ใช่การค้นหาว่าใครเป็นผู้กำหนดโชค แต่คือการแยกให้ออกว่าอะไรอยู่ในมือเรา และอะไรไม่อยู่ในมือเรา
โชคอาจเป็นสิ่งที่เข้ามาหาเราโดยไม่ถามความสมัครใจ แต่ท่าทีที่เรามีต่อมันยังเป็นของเรา ความสูญเสียอาจเกิดขึ้นโดยไม่ยุติธรรม โอกาสอาจมาถึงโดยไม่สมเหตุสมผล ความสำเร็จอาจมีส่วนของความบังเอิญ และความล้มเหลวก็อาจไม่ใช่ความผิดของเราเสียทั้งหมด แต่หลังจากเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น มนุษย์ยังคงต้องเป็นผู้ตอบคำถามต่อไปว่า “แล้วจากตรงนี้ ฉันจะทำอะไร”
นี่อาจเป็นจุดที่โชคกับความหมายแยกออกจากกัน โชคอาจกำหนดเหตุการณ์บางส่วน แต่ไม่ได้จำเป็นต้องกำหนดความหมายของเหตุการณ์เหล่านั้นให้เรา
คนสองคนอาจได้รับไพ่แบบเดียวกัน แต่ให้ความหมายกับมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งอาจเห็นข้อจำกัดเป็นเหตุผลที่จะหยุด อีกคนอาจเห็นมันเป็นเงื่อนไขที่ต้องเรียนรู้จะอยู่ร่วม คนหนึ่งอาจมองความล้มเหลวเป็นคำตัดสิน อีกคนอาจมองมันเป็นเพียงหนึ่งตาของเกม
จึงอาจกล่าวได้ว่า เราไม่ได้มีเสรีภาพเหนือทุกสิ่ง แต่เรายังมีเสรีภาพบางส่วนเหนือการตีความ การตอบสนอง และการตัดสินใจของตัวเอง และบางทีเสรีภาพเพียงเท่านี้ก็อาจมากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของชีวิตได้
เมื่อมองเช่นนี้ คำถามว่า “ใครกำหนดโชค” จึงค่อย ๆ สูญเสียความสำคัญลง เราอาจไม่มีวันรู้ว่าโชคเป็นผลจากพระเจ้า กรรม ความบังเอิญ เหตุปัจจัย หรือเพียงชื่อที่มนุษย์ใช้เรียกสิ่งที่ตนเองยังอธิบายไม่ได้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้ได้แน่นอนกว่าคือ ไม่ว่าที่มาของไพ่จะเป็นอย่างไร ไพ่ได้มาอยู่ในมือเราแล้ว
และเมื่อมันอยู่ในมือ สิ่งที่เหลืออยู่คือการเล่น
อย่าหลงคิดว่าเราควบคุมทั้งเกม และอย่ายอมคิดว่าเราไม่มีสิทธิ์เล่นเลย
เพราะมนุษย์อาจไม่ได้เลือกไพ่ที่ชีวิตแจกมาให้ แต่ตราบใดที่เกมยังไม่จบ การเล่นยังเป็นของเรา
