RAIDER Through the Lens of Game Theory
เมื่อการอยู่รอดสำคัญกว่าการทำนาย
RAIDER Through the Lens of Game Theory
คนส่วนใหญ่มักมองตลาดการเงินว่าเป็นปัญหาของการทำนาย เราพยายามตอบคำถามว่าราคาจะขึ้นหรือจะลง จุดไหนควรซื้อ จุดไหนควรขาย และเครื่องมือใดสามารถบอกอนาคตได้แม่นยำกว่าเดิม แต่หากเปลี่ยนมุมมองจาก “การทำนายราคา” ไปเป็น “การเล่นเกม” ภาพของตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างมาก
Game Theory หรือทฤษฎีเกม เป็นศาสตร์ที่ศึกษาการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ผลลัพธ์ของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับการกระทำของผู้เล่นคนอื่นด้วย หากเราเล่นหมากรุก การเดินของเราจะดีหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหมากที่เราเลือกเดินเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าคู่ต่อสู้จะตอบอย่างไร เช่นเดียวกัน ในตลาดการเงิน การตัดสินใจของ trader หนึ่งคนเกิดขึ้นท่ามกลางการตัดสินใจของ trader อื่น กองทุน Market Maker ระบบ Algorithmic Trading และกลไกการซื้อขายจำนวนมหาศาลที่กำลังโต้ตอบกันอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้นราคาไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตและไม่ได้มีเจตนาจะเล่นงานใคร แต่ราคาคือผลรวมที่มองเห็นได้จากการตัดสินใจของผู้เล่นทั้งหมดในเกม
เมื่อมองเช่นนี้ RAIDER จึงไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็นเพียงระบบที่เปิดสถานะแล้วบริหาร Hedge ตามราคา เราสามารถมอง RAIDER เป็นผู้เล่นหนึ่งตัวในเกมที่มีสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ผู้เล่นคือ RAIDER กลยุทธ์คือกฎการเปิดสถานะ การ Hedge การจำกัดจำนวน Hedge และการปิดสถานะ ส่วนผลตอบแทนไม่ควรวัดจากกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ควรรวมถึงความสามารถในการอยู่รอดด้วย เพราะระบบที่ทำกำไรได้มากแต่มีโอกาสถูกทำลายทั้งหมดจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว อาจไม่ได้เป็นกลยุทธ์ที่ดีในเกมระยะยาว
ตรงนี้คือจุดที่ Game Theory เชื่อมกับแนวคิดของ RAIDER อย่างชัดเจน
สมมติว่าตลาดเคลื่อนไปผิดทางจากสถานะหลักของ RAIDER การเปิด Hedge เพิ่มอีกหนึ่งตำแหน่งอาจดูสมเหตุสมผล เพราะช่วยตอบสนองต่อการเคลื่อนที่ของราคา แต่หากทุกครั้งที่ตลาดเคลื่อนผิดทาง RAIDER ตอบด้วยการเปิด Hedge เพิ่มโดยไม่มีข้อจำกัด สิ่งที่ดูถูกต้องทีละขั้นอาจนำไปสู่จุดที่ระบบรับภาระไม่ไหว
นี่คือปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของการตัดสินใจระยะสั้น สิ่งที่ดีที่สุดในขณะหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องดีที่สุดเมื่อมองทั้งเกม
ดังนั้นการกำหนดจำนวน Hedge สูงสุดจึงไม่ได้เป็นเพียงการตั้งค่า Risk Management แต่เป็นการกำหนดขอบเขตของกลยุทธ์ RAIDER กำลังบอกตัวเองว่า แม้บางสถานการณ์การเปิด Hedge เพิ่มจะดูสมเหตุสมผล แต่ระบบจะไม่อนุญาตให้ตัวเองเดินเข้าไปในบาง state เพราะรู้ว่าการไปถึง state นั้นอาจคุกคามความอยู่รอดของทั้งระบบ
ใน Game Theory มีแนวคิดที่น่าสนใจคือ บางครั้งการตัดทางเลือกของตัวเองทิ้งทำให้ผู้เล่นแข็งแรงขึ้น ไม่ใช่อ่อนแอลง ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องมีทางเลือกมากที่สุด ผู้เล่นต้องมีทางเลือกที่ไม่เปิดประตูให้ตัวเองเดินเข้าสู่ความเสียหายที่ไม่สามารถย้อนกลับได้
แนวคิดนี้อธิบายเหตุผลของ Hedge Budget ได้ดีมาก
อีกเรื่องหนึ่งคือความแตกต่างระหว่างเกมครั้งเดียวกับเกมที่เล่นซ้ำ หากเราเล่นเพียงครั้งเดียว เราอาจเลือกกลยุทธ์ที่เสี่ยงมากเพื่อหวังผลตอบแทนสูงที่สุด แต่หากเกมนี้ต้องเล่นเป็นร้อย เป็นพัน หรือเป็นหมื่นรอบ คำถามจะเปลี่ยนไปทันที
เราไม่ได้ถามอีกต่อไปว่า “รอบนี้จะได้กำไรเท่าไร”
แต่ต้องถามว่า “เราจะยังมีทุนเหลือเพื่อเล่นรอบต่อไปหรือไม่”
นี่คือความแตกต่างระหว่างการมอง Trade กับการมองระบบ
สำหรับ RAIDER หนึ่ง Cycle ไม่ใช่โลกทั้งใบ Cycle วันนี้อาจชนะหรือแพ้ก็ได้ สิ่งสำคัญกว่าคือหลังจาก Cycle นี้จบแล้ว RAIDER ยังสามารถเล่น Cycle ต่อไปได้หรือไม่ เพราะ Edge ของระบบจะมีความหมายก็ต่อเมื่อระบบอยู่ได้นานพอให้ Edge นั้นแสดงผล
จึงเกิดแนวคิดที่ดูขัดแย้งเล็กน้อยว่า ระบบที่พยายามทำกำไรสูงสุดในทุกครั้ง อาจกลับมีโอกาสสร้างกำไรระยะยาวน้อยกว่าระบบที่ยอมเสียโอกาสบางส่วนเพื่อรักษาความสามารถในการเล่นเกมต่อ
การถอนเงินออกจากระบบก็สามารถอธิบายด้วยมุมนี้ได้เช่นกัน เมื่อกำไรทั้งหมดถูกทิ้งไว้ในตลาด เงินทั้งหมดนั้นยังอยู่ภายใต้ความเสี่ยงของเกม แต่เมื่อบางส่วนถูกถอนออก เงินส่วนนั้นไม่ใช่ Stake ของเกมอีกต่อไป
เกมจึงเปลี่ยนจากการเสี่ยงความมั่งคั่งทั้งหมด ไปเป็นการเสี่ยงเพียงส่วนที่เรายอมให้ระบบนำไปเล่นต่อ
สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าการถอนเงินจะเหมาะสมในทุกกรณี แต่แสดงให้เห็นว่า Risk Management สามารถเปลี่ยนโครงสร้างของเกมได้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนจำนวนกำไรหรือขาดทุน
อีกแนวคิดที่สำคัญมากคือ RAIDER ไม่จำเป็นต้อง “ชนะตลาด”
ในความคิดแบบทั่วไป เรามักรู้สึกว่าระบบ Trading ต้องมองตลาดให้ถูก ต้องเข้าให้ถูกทาง และต้องเอาชนะผู้เล่นคนอื่น แต่ RAIDER สามารถตั้งคำถามอีกแบบหนึ่งได้
ไม่ว่าตลาดจะเลือกเดินทางใด RAIDER มีโครงสร้างตอบสนองที่ทำให้ระบบยังอยู่รอดหรือไม่
คำถามนี้ต่างจากคำถามว่าราคาจะขึ้นหรือลงอย่างมาก
ระบบแบบ Prediction พยายามตอบคำถามว่า “ตลาดจะทำอะไรต่อ”
แต่ระบบแบบ Response พยายามตอบคำถามว่า “ถ้าตลาดทำเช่นนี้ เราจะทำอะไร”
หากตลาดขึ้น ทำอย่างไร หากตลาดลง ทำอย่างไร หากตลาดกลับทิศ ทำอย่างไร หากความผันผวนรุนแรงขึ้น ทำอย่างไร หาก Spread เพิ่มขึ้น ทำอย่างไร และที่สำคัญที่สุด หากสถานการณ์เข้าสู่จุดที่ระบบไม่ควรเพิ่มความเสี่ยงอีก เราจะหยุดอย่างไร
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Contingent Strategy กล่าวคือ กลยุทธ์ไม่ได้ระบุเพียงการกระทำหนึ่งอย่าง แต่ระบุการตอบสนองสำหรับสถานการณ์ต่างๆ ล่วงหน้า
ในแง่นี้ RAIDER มีลักษณะของเกมเชิงกลยุทธ์มากกว่าระบบทำนายราคา
AMARA อาจเริ่มจากการค้นหา Edge เพื่อเลือกจุดเข้าและทิศทางที่มีความได้เปรียบ ขณะที่ RAIDER สนใจอีกปัญหาหนึ่ง เมื่อเข้าไปอยู่ในตลาดแล้ว หากตลาดไม่เดินตามสิ่งที่เราคาด ระบบจะจัดการกับเส้นทางที่เกิดขึ้นอย่างไร
จึงอาจกล่าวอย่างง่ายๆ ได้ว่า
AMARA ถามว่า “ตลาดน่าจะไปทางไหน”
RAIDER ถามว่า “ไม่ว่าตลาดจะไปทางไหน เราจะตอบอย่างไร”
ทั้งสองคำถามไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่เป็นคนละชั้นของปัญหา
Game Theory ยังมีแนวคิดหนึ่งที่เข้ากับ RAIDER อย่างมากคือ Minimax แทนที่จะค้นหาเฉพาะผลลัพธ์ที่ดีที่สุด เราสมมติว่าคู่ต่อสู้จะเลือกทางที่สร้างความเสียหายให้เรามากที่สุด แล้วตรวจดูว่าเราจะรับมือได้หรือไม่
ตลาดไม่ได้มีเจตนาจะทำเช่นนั้นจริง แต่ในการทดสอบระบบ เราสามารถปฏิบัติต่อตลาดเสมือนเป็นคู่ต่อสู้ที่ใจร้ายที่สุดได้
ถ้าเราเปิด Buy ตลาดลง ถ้า Hedge Sell ตลาดกลับขึ้น เมื่อเรา Hedge Buy ตลาดกลับลงอีก Spread ขยาย Margin ถูกใช้มากขึ้น Volatility เพิ่มขึ้น และเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อเนื่องกัน
คำถามไม่ใช่ว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดบ่อยแค่ไหนเพียงอย่างเดียว แต่คือ หากมันเกิดขึ้น RAIDER จะเป็นอย่างไร
นี่คือเหตุผลว่าทำไมข้อมูลอย่างจำนวน Hedge สูงสุด การกระจาย P0, P1, P2 ไปจนถึงระดับสูงๆ รวมถึงช่วง High-Stress และการทดสอบแบบ Rolling จึงมีความหมายมากกว่าการดู Profit เพียงตัวเดียว เพราะข้อมูลเหล่านี้กำลังอธิบายว่า RAIDER เดินทางผ่าน state ต่างๆ ของเกมอย่างไร และเข้าใกล้ขอบเขตอันตรายบ่อยแค่ไหน
ระบบที่ Profit สูงที่สุดอาจไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุด หาก Profit นั้นได้มาจากการเข้าใกล้ Ruin ซ้ำๆ
ในทางตรงกันข้าม ระบบที่ทำกำไรน้อยกว่านิดหน่อย แต่แทบไม่ต้องเข้าไปอยู่ใน state ที่อันตราย อาจมีคุณค่ามากกว่าเมื่อเกมถูกเล่นซ้ำเป็นเวลาหลายปี
จากมุมนี้ เป้าหมายสูงสุดของ RAIDER จึงอาจไม่ใช่การเอาชนะทุก Trade ไม่ใช่การทำนายตลาดได้แม่นที่สุด และไม่ใช่การทำ Profit สูงที่สุดในช่วงใดช่วงหนึ่ง
เป้าหมายคือการรักษาความสามารถในการเล่นเกมต่อไป
เพราะในเกมระยะยาว Edge จะไม่มีความหมายเลย หากระบบตายก่อนที่ Edge จะมีเวลาทำงาน
RAIDER จึงสามารถอธิบายได้ด้วยประโยคหนึ่งว่า
RAIDER is not designed to predict the opponent's next move. It is designed so that no single move by the opponent can easily end the game.
และหากต้องย่อแนวคิดทั้งหมดให้เหลือเพียงอีกประโยคหนึ่ง อาจเป็นว่า
The objective is not merely to win the game, but to remain in the game long enough for the edge to matter.
นี่คือจุดที่ Game Theory, Risk Engineering และ Long-Term Survivability มาบรรจบกัน
ตลาดอาจเป็นเกมที่ไม่มีวันจบ ไม่มีคู่ต่อสู้คนเดิม และไม่มีกติกาที่หยุดเปลี่ยนแปลง ผู้เล่นใหม่เข้ามา ผู้เล่นเก่าหายไป เทคโนโลยีเปลี่ยน Liquidity เปลี่ยน Regulation เปลี่ยน และ Edge ที่เคยมีอาจเสื่อมลง
ในโลกเช่นนี้ บางทีความสามารถที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การรู้ว่าตลาดจะทำอะไรต่อไป
แต่อาจเป็นความสามารถที่จะยังคงอยู่ เมื่อสิ่งที่เราไม่คาดคิดเกิดขึ้น
